
การต่อสู้ที่คาเดชจบลงด้วยชัยชนะของอียิปต์ แต่คำทำนายจากนักบวชยังคงวนเวียนในใจของทั้งสองชาย โมเสสเติบโตในราชสำนักเคียงข้างเจ้าชายแรมเซส ผู้ซึ่งวันหนึ่งจะขึ้นเป็นฟาโรห์แห่งอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ เขาเป็นนายพลที่เก่งกล้าและซื่อสัตย์ต่อราชวงศ์ จนกระทั่งได้พบกับนันผู้เปิดเผยความจริงเกี่ยวกับเชื้อสายของเขาเอง ชาวฮีบรูถูกกดขี่เป็นทาสมานานกว่าสี่ร้อยปีใต้แสงแดดของอียิปต์
หลังจากฟาโรห์เซติสวรรคต แรมเซสขึ้นครองบัลลังก์และตัดสินใจเนรเทศโมเสสออกจากเมืองเมมฟิสโดยไม่มีทางกลับ โมเสสเดินทางผ่านทะเลทรายจนไปตั้งถิ่นฐานที่มิเดียน ที่นั่นเขาแต่งงานและมีลูกชาย แต่เสียงจากพุ่มไม้ที่ลุกไหม้ได้มอบภารกิจใหม่ให้เขา เขาต้องกลับไปเผชิญหน้ากับฟาโรห์ผู้เคยเป็นพี่ชายเพื่อเรียกร้องอิสรภาพให้กับทาสหกแสนคน ขณะเดียวกันแรมเซสก็เพิ่มความเข้มงวดในการกดขี่ชาวฮีบรูอย่างไม่ลดละ
โมเสสฝึกฝนชาวฮีบรูให้ต่อต้านด้วยวิธีทหารก่อนที่ภัยพิบัติสิบประการจะเริ่มถล่มแผ่นดินอียิปต์ทีละอย่าง น้ำในแม่น้ำไนล์เปลี่ยนเป็นเลือด ตามด้วยฝูงกบ ฝูงแมลง และความมืดมิดที่ปกคลุมทั่วอาณาจักร แรมเซสปฏิเสธที่จะปล่อยทาสแม้จะสูญเสียอย่างหนัก โมเสสยืนอยู่ตรงหน้าวังพร้อมเรียกร้องให้ปล่อยประชาชนของเขาออกไปก่อนที่ภัยพิบัติครั้งสุดท้ายจะมาถึง